ประวัติ Stussy สตูซี สตรีทแวร์ แบรนด์ดังและเตะตา กับสกรีนด้วยลายมือ
ประวัติ Stussy สตูซี สตรีทแวร์ แบรนด์ดังและเตะตา กับสกรีนด้วยลายมือ จุดกำเนิดความดังและความเอกลักษณ์เริ่มต้นง่ายๆ เพียงเพราะเจ้าของแบรนด์...?

ประวัติ Stussy สตูซี สตรีทแวร์
แบรนด์ดังและเตะตา กับสกรีนด้วยลายมือ
ประวัติ Stüssy (Stussy) สตูซี สตรีทแวร์ แบรนด์ดังและเตะตา กับสกรีนด้วยลายมือ จุดกำเนิดความดังและความเอกลักษณ์เริ่มต้นง่ายๆ เพียงเพราะเจ้าของแบรนด์ ขีดเขียนนามสกุลของเขาลงบนบอร์ดทำมือด้วยมาร์กเกอร์อย่างง่ายๆ นั่นเอง
ประวัติความเป็นมาของ "เจ้าของ" แบรนด์สตูซี
Stüssy เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากฝีมือและมันสมองของ Shawn Stussy (ชอว์น สตูซี) ชายหนุ่มผู้เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมการเล่นเซิร์ฟบอร์ดของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ตัวเขาเองนั้นมีความหลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเล่นสกีและเซิร์ฟบอร์ดเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไรเขาก็จะออกไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดแทบทุกครั้ง ความคลั่งไคล้ในกิจกรรมกลางแจ้งนี้ทำให้เขาออกแบบกระดานโต้คลื่นของตัวเองขึ้นตั้งแต่วัยเพียง 13 ปี
เมื่อชอว์นเรียนจบ เขาก็ได้ทำสิ่งต่างๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จนเข้าตัดสินใจออกมาสร้างธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรอย่างอื่นนอกจากการออกแบบเซิร์ฟบอร์ดของตัวเอง และนำมาวางจำหน่าย ณ ลากูน่าบีช ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของบรรดานักเล่นเซิร์ฟบอร์ดชั้นนำในละแวกชายฝั่งเวสต์โคสต์

การออกแบบเซิร์ฟบอร์ดของชอว์นนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เพราะไม่ใช่เซิร์ฟบอร์ดที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่เขาได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าด้วยวิธีการเขียนลายเซ็นของตนเองลงบนบอร์ดที่เขาทำขึ้น ซึ่งจุดเด่นของลายเซ็นดังกล่าวคือการเขียนโดยไม่ยกปากกาขึ้นเลย ส่งผลให้ลายเส้นของเขามีความคล้ายคลึงกับการเขียนแท็กของศิลปินกราฟฟิตี้ตามกำแพงหรือรถไฟใต้ดินสมัยนั้น แน่นอนว่า ชอว์น ได้รับอิทธิพลของลายเส้นเหล่านี้มาจากวงดนตรีพังค์ร็อคที่เขาชื่นชอบอย่างวง Sex Pistol และ The Clash
จุดเริ่มต้นของการกลายมาเป็น "สตูซี"
หลังจากมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ไม่นาน ชอว์น ก็ได้รับโอกาสให้ไปเปิดบูธจำหน่ายสินค้าในงาน Action Sport Retailer มหกรรมสินค้าเกี่ยวกับเซิร์ฟบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคลิฟอร์เนีย โดยในงานดังกล่าวนอกจากเซิร์ฟบอร์ดแล้วเขาได้ตัดสินใจนำเสื้อยืดเปล่าสีดำมาสกรีนลายเซ็นของเขาลงไป พร้อมนำไปวางจำหน่ายข้างเซิร์ฟบอร์ด โดยไม่ได้คาดหวังเลยแม้แต่น้อยว่ามันจะขายดี หรือมีผู้คนให้ความสนใจ
แต่ปรากฏว่าภายในระยะเวลา 3 วันที่เขามาเปิดบูธ กลับมีผู้ให้ความสนใจจับจองเป็นเจ้าของเสื้อยืดรุ่นนี้เป็นจำนวนมาก และด้วยราคาที่ตั้งไว้ที่แค่ตัวละ 8 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 250 บาท) เมื่อเสื้อยืดขายหมดเกลี้ยง ชอว์น จึงตระหนักได้ถึงกำไรมหาศาลที่เขาได้รับ นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์สตูซีอย่างเป็นทางการ
ความไม่หยุดนิ่ง และความคิดสร้างสรรที่ลองแล้วเวิร์ค
6 เดือนหลังจากงานดังกล่าว ชอว์น ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมเสื้อยืดลายใหม่อีกสองลาย และสินค้าใหม่ล่าสุดอย่างกางเกงสำหรับเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ ชอว์น นำกางเกงทหารจากสงครามเวียดนามมาตัดขาแปลงโฉมให้กลายเป็นกางเกงสำหรับการเซิร์ฟ
ในช่วงเวลาดังกล่าวนี่คือดีไซน์สดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นยอดขายมหาศาล กางเกงล็อตแรกที่เตรียมมาหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ ชอว์น จะต้องรีบไปผลิตมาเพิ่มอีกนับร้อยตัวเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า

ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ ชอว์น ตั้งใจจะขายสินค้าเซิร์ฟบอร์ดควบคู่ไปกับเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ที่ได้รับความนิยมสูง เพราะถึงแม้ชอว์นจะชอบเซิร์ฟบอร์ดแค่ไหน เขาก็รู้ว่าการทำหลายๆ อย่างควบคู่ไปด้วยนั้นจะทำให้แบรนด์ Stussy ของเขาเติบโตไปได้ไกลกว่าการทำอะไรเพียงอย่างเดียว นับเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่ปิดกั้นโอกาสมากๆ
การเติบโตทางด้านธุรกิจของสตูซี
ในช่วงต้นยุค 80s แบรนด์เล็กๆของ ชอว์น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นคนสบายๆ ทำให้ ชอว์น ไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะนำพา Stussy ไปไกลกว่านี้เท่าไรนัก เขาไม่สนใจการโปรโมตหรือลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ ด้วยซ้ำ จนกระทั่งการมาถึงของชายที่ชื่อว่า “แฟรงก์ ซินาตร้า จูเนียร์” (Frank Sinatra Jr. ไม่มีความเกี่ยวข้องกับศิลปินระดับตำนาน แฟรงก์ ซินาตร้า) ซึ่งแฟรงก์นั้นเป็นเพื่อนสมัยเด็กของชอว์น และมีความสามารถในเรื่องนักบัญชี ตัวเลข การตลาด เรียกได้ว่าเป็นมาดนักธุรกิจคนละสไตล์กับชอว์นเลยก็ว่าได้
หลังจากที่แฟรงก์เข้ามามีบทบาท เขาก็ได้ผลักดันจนในที่สุด Stussy ก็ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 1986 ส่งผลให้แบรนด์ Stussy เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิสัยทัศน์ทางด้านการตลาดและฝีมือการบริหารของเขา โดยทั้งสองคนร่วมมือกันผลักดันให้ Stussy เริ่มกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกโดยที่ ชอว์น รับตำแหน่งเป็นครีเอทีฟดูแลด้านการออกแบบ ส่วนแฟรงก์เป็นผู้ดูแลด้านการตลาดโดยเขาได้นำเอาวิสัยทัศน์ในการเป็นนักธุรกิจของเขามาใช้ร่วมกับการสร้างแบรนด์แฟชั่น

จุดที่ทำให้สตูซีไปได้ไกลนอกจากสไตล์ที่มีความสร้างสรรและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นแล้วนั้น ทางแบรนด์ยังได้มีการเริ่มร่วมงานกับศิลปินวงหรือดนตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์ของโลกในช่วงเวลานั้น โดยพวกเขาเรียกวัฒนธรรมนั้นว่า International Stussy Tribe หรือ IST หนึ่งในผลงานเด่นของ Stussy ในช่วงแรกที่ทำร่วมกับศิลปินคือการออกแบบหน้าปกอัลบั้มให้กับ มัลคอม แมคลาเรน (Malcolm Mclaren) แฟนหนุ่มของ วิเวียน เวสต์วูด ดีไซน์เนอร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการพั้งค์
ก็ต้องยอมรับเลยว่าอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันวัฒนธรรมในแบบของ Stussy ให้ประสบความสำเร็จนอกจาก ชอว์นและ แฟรงก์ แล้วคงต้องยกเครดิตให้กับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ในยุคนั้นอย่าง ฮิโรชิ ฟูจิวาระ (Hiroshi Fujiwara) โดยดีไซน์เนอร์หนุ่มจากแดนปลาดิบคนนี้มีส่วนร่วมผลักดันให้ Stussy กลายเป็นที่ยอมรับในประเทศญี่ปุ่น
ปัจจุบันสตูซีเป็นอย่างไรบ้าง
ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะมีความเป็นเอกลักษณ์ และยึดความเป็นตัวเองไว้จนไม่ตามกระแส สตูซีก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องยอมตามกระแส ลดสินค้าอย่างเซิร์ฟบอร์ดลงมาเป็นสเกลเล็กๆ และออกขายในฤดูกาลพิเศษเท่านั้น ทำให้ในที่สุดชอว์นก็ตัดสินใจวางมือเกษียณ แต่อย่างไรก็ตาม Stussy ก็ไม่หยุดโต เพราะความคิดสร้างสรร ความไม่ปิดกั้นตัวเอง ทำให้เขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
Stussy ยังคงชูจุดเด่นด้วยการผสมผสานตัวตนของแบรนด์เข้ากับวัฒนธรรมดนตรี เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่แนวพังก์ร็อคเหมือนในอดีต แต่เป็นดนตรีฮิปฮอปที่เข้ากับความเป็นสตรีทแวร์มากกว่า ก็ถือว่ายังคงการทำรูปแบบแบรนด์ให้โคกับความเป็นดนตรีไว้นั่นเอง

นับตั้งแต่ปี 2000 Stussy กลายเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของแบรนด์มหาอำนาจอุปกรณ์กีฬาโลกอย่าง Nike โดยมีการผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง โดยรองเท้าที่ทั้งคู่ร่วมงานกันเป็นครั้งแรกคือการหยิบเอารองเท้าโมเดลคลาสสิคอย่าง Air Huarache LE มาปรับเปลี่ยนคู่สีใหม่เน้นความเรียบง่ายด้วยสีสันสไตล์เอิร์ธโทน และไม่ใช่เฉพาะแต่ Nike เท่านั้นที่ทาง Stussy มีโอกาสร่วมงานด้วย แต่รวมถึงรองเท้าแบรนด์ดังอื่นๆ อย่าง Vans, Converse, New Balance, Timberland, Dr. Martens รวมไปถึงการจับมือกับงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนดัง Bravis and Butthead ซูปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล และศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อก้องโลกอย่าง Kaws
ยิ่งไปกว่านั้น Stussy ก็ไม่เกี่ยงกับการร่วมมือกับแบรนด์สตรีทแวร์อื่นๆ ที่เปรียบเสมือนคู่แข่งโดยตรงในสนามการค้าอย่าง Neighborhood, BAPE, G-Shock, Porter, Carharrt หรือคอลเลคชั่นฉลองครบรอบ 30 ปี กับแบรนด์สตรีทชื่อดังอย่างอย่าง Supreme อีกด้วย จุดที่ทำให้แบรนด์สตูซีกำไรอย่างต่อเนื่องคงเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เขามองเห็นทุกอย่างเป็นโอกาส ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักลายเซ็นต์ที่เอกลักษณ์โดดเด่นอย่าง Stussy (สตูซี)
บทความที่เกี่ยวข้อง

เทคนิคสกรีนเสื้อแบบไหนดี เข้าใจง่ายๆ ในหน้าเดียว
เทคนิคสกรีนเสื้อแบบไหนดี เข้าใจง่ายๆ ในหน้าเดียว สิ่งที่ควรคิดให้มากกว่าคำถามว่า “ทำลายนี้ได้ไหม” คือ “ลายนี้ควรใช้เทคนิคอะไรถึงดีที่สุด”

สกรีน DFT กับ DGT ต่างกันยังไงเลือกแบบไหนให้เหมาะกับเสื้อ
สกรีน DFT กับ DGT ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับเสื้อ และเทคนิคไหนเหมาะกับงานที่กำลังจะทำมากกว่า บทความนี้จะบอกคุณเอง

Half Tone กับ CMYK ต่างกันยังไง เทคนิคสกรีนเสื้อที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้
Half Tone กับ CMYK ต่างกันยังไง เทคนิคสกรีนเสื้อที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้ มันมีหลักการทำงานและลักษณะของภาพที่แตกต่างกัน